วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและโลหะมีค่า วันที่ 6 มิถุนายน 2556 โดยบริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (ช่วงเย็น)

ราคาทองคำเปิดตลาดเอเชียที่ 1,406 USDต่อออนซ์  เคลื่อนไหวระหว่าง 1,395  –  1,408 USDต่อออนซ์ ราคาทองคำปรับตัวร่วงลงมา จากแรงขายทำกำไร ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจาก นักลงทุนรอผลการประชุม ECB และตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่จะทยอยประกาศออกมาตั้งแต่คืนนี้ จนถึงวันศุกร์นี้ ทั้งนี้ จากตัวเลขเศรษฐกิจของยูโรปที่ประกาศออกมาในวันนี้ ดูเหมือนแนวโน้มเศรษฐกิจของยุโรปจะปรับตัวดีขึ้น แม้จะอยู่ในระยะชะลอตัวอยู่ก็ตาม ดังนั้น การประชุม EBC ในวันพรุ่งนี้ อาจจะไม่ได้มีมาตรการใดๆ เพิ่มเติม อย่างที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งอาจจะเป็นผลลบต่อราคาทองคำในช่วงสั้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ และแรงซื้อกลับของนักลงทุน มีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดทองคำมากกว่า ซึ่งกองทุน SPDR วันนี้เริ่มกลับมาขายเป็นวันแรก หลังจากชะลอการขายมาระยะหนึ่ง ดังนั้น อาจเป็นผลลบต่อ sentiment ตลาด อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดหุ้นที่ต่างปรับตัวลดลง ยังเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในกรอบจำกัด โดยภาพทางเทคนิค ยังไม่ส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจน ทั้งนี้ หากราคาทองคำสามารถตั้งฐานเหนือ 1,390 จะเป็นสัญญาณเชิงบวกให้ราคาทองคำปรับขึ้นต่อได้

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแคนซัสซิตี้ กล่าวว่า การชะลออัตราการเข้าซื้อพันธบัตรของเฟด ไม่ได้หมายความว่าเฟดคุมเข้มนโยบายการเงิน และการชะลอนี้จะช่วยให้ตลาดการเงินลดการพึ่งพานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษของเฟด โดยเขาสนับสนุนการชะลออัตราการเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะที่เป็น "ขั้นตอนที่เหมาะสมขั้นตอนต่อไปสำหรับนโยบายการเงิน"  

ยอดค้าปลีกของยูโรโซนในเดือนเม.ย.ลดลง 0.5% จากเดือนมี.ค. และหดตัวลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดย ยอดค้าปลีกที่ลดลงในเดือนเม.ย.บ่งชี้ถึงบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของที่ซบเซา ขณะที่ผู้บริโภคในภูมิภาคที่ใช้เงินสกุลยูโรชะลอการซื้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการจ้างงาน ซึ่งภาวะการณ์ดังกล่าวสอดคล้องสถานการณ์ในตลาดแรงงานที่ย่ำแย่ของยูโรโซน โดยยูโรสแตทรายงานเมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า อัตราว่างงานของยูโรโซนเดือนเม.ย.ทะยานขึ้นมาอยู่ 12.2% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่นับแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลเมื่อ 18 ปีก่อน เมื่อเทียบกับระดับ 12.1% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 95,000 คนในเดือนเม.ย. ซึ่งทำให้มีคนตกงานในยูโรโซนจำนวนทั้งสิ้น 19.38 ล้านคน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของยูโรโซนในช่วงไตรมาสแรกปี 2556 ปรับตัวลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับรายงานเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ยูโรสแตทได้ปรับตัวเลขจีดีพีรายปีในไตรมาสแรกปีนี้เป็นหดตัว 1.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2555 เทียบกับข้อมูลเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัว 1.0% ส่วนเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ในช่วงไตรมาสแรกปี 2556 ลดลงเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบรายไตรมาส และอ่อนแรงลง 0.7% เมื่อเทียบรายปี

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของยูโรโซนในเดือนพ.ค.ปรับตัวขึ้นแตะ 47.7 จาก 46.9 ในเดือนเม.ย. แต่ดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจในภูมิภาคยังอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 47.2 ในเดือนพ.ค. จาก 47.0 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของยูโรโซนในเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นมาแตะ 48.3 เทียบกับ 47.58 ในเดือนเม.ย.

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตาม  ได้แก่
- 19.15 ตัวเลขการจ้างงานทั่วประเทศเดือนพ.ค. -- ซึ่งมีตัวเลขคาดการณ์ที่ 171,000 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ระดับ 119,000 ตำแหน่ง ซึ่งถ้าหากตัวเลขการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด จะเป็นผลลบต่อราคาทองคำ

- 19.30 ตัวเลขประสิทธิภาพการผลิตประจำไตรมาส 1/2013 -- ประสิทธิภาพการผลิตเป็นมาตรวัดปริมาณผลผลิตต่อชั่วโมงทำงาน ประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้การสร้างงานชะลอตัวลง เนื่องจากบริษัทต่างๆจะสามารถดำเนินการผลิตได้มากขึ้นด้วยจำนวนพนักงานในปัจจุบันโดยไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น – ซึ่งตัวเลขดังกล่าว อาจมีผลต่อการจ้างงานมากกว่าราคาทองคำ

- 19.30 ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยประจำไตรมาส 1/2013 – นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น อาจไม่มีผลต่อราคาทองคำมากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ

- 21.00 ดัชนีภาคบริการเดือนพ.ค. – นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลลบต่อราคาทองคำ

- 21.00 ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนเม.ย. -- สำรวจมูลค่าการผลิตและการหมุนเวียนสินค้าของผู้ผลิตภายในสหรัฐ เป็นข้อมูลที่มักใช้ควบคู่ไปกับยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน เพื่อคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในอนาคต แต่เนื่องจากยอดที่ประกาศค่อนข้างผันผวน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัจจัยฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ จึงมีผลต่อราคาทองคำไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเลขประกาศเพิ่มขึ้นกว่าระดับเดิม อาจเป็นผลลบต่อราคาทองคำในระยะสั้น

- 21.30 ตัวเลขสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ -- ราคาทองคำจะค่อนข้างเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาน้ำมันในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่ม/ลดลงกว่าที่คาดการณ์มาก อาจมีผลกระทบต่อราคาทองคำ โดยการปรับลดลงของตัวเลขดังกล่าว อาจเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ

- 1.00 รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ Beige Book

Technical Analysis:
ทองคำ   ราคาทองคำร่วงลงมา แต่ถ้ายังตั้งฐานเหนือ 1,390 ยังมีโอกาส rebound กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านแรกที่ 1,408/1,410 และการทะลุแนวต้านนี้ จะหนุนให้ราคาทองคำขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1,416/1,422 ในระยะถัดไป ขณะที่การหลุดแนวรับ 1,390 จะส่งสัญญาณลบมากขึ้น แต่ยังมีแนวรับแรกที่บริเวณ 1,385/1,375 โดยคืนนี้ คาดว่าจะมีแนวต้านที่บริเวณ 1,408/1,410 – 1,416 และแนวรับที่บริเวณ 1,390 – 1,385/1,375   

โลหะเงิน   ให้แนวต้านบริเวณ 22.77 / 23.00 – 23.3  และแนวรับบริเวณ 22.28 / 22.10 – 21.90 แนะนำ Trading ในกรอบ

อบรมทุกวันอังคารและพฤหัสบดี ที่อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้นที่ 12 
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เบอร์โทร 02 618 0808,
http://www.classicgoldfutures.co.th
http://www.facebook.com/ClassicGoldGroup
http://www.youtube.com/ilovecgf
http://www.twitter.com/ilovecgf
https://plus.google.com/114919553661509313835/posts
http://web.stagram.com/n/classicgoldgroup/
http://classicgoldfutures.blogspot.com
Application search CLASSIC GOLD ทั้ง iPhone และ Android 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น