วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บทวิเคราะห์แนวโน้มราคา ทองคำ และ ซิลเวอร์ วันที่ 6 ธันวาคม 2554 โดยบริษัท คลาสสิกโกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด (ช่วงเย็น)

บทวิเคราะห์แนวโน้มราคา ทองคำ และ ซิลเวอร์ วันที่ 6 ธันวาคม 2554 โดยบริษัท คลาสสิกโกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด (ช่วงเย็น)


++ ราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,710 1,700 แนวต้านที่ 1,730 1,750 ภาพกราฟราย day มีแรงซื้อที่บริเวณ 1,710 ที่เส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน (MA75) แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวที่บริเวณแนวรับ 1,710 1,700 โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่บริเวณแนวต้าน 1,730 1,750 Trading ในกรอบ 1,700 – 1,750


ราคาผันผวนจากความเสี่ยงวิกฤตหนี้ยูโรโซน


ราคาทองคำเปิดตอนเช้าตามเวลาตลาดเอเซีย วันที่ 6 ธ.ค. อยู่ที่ 1,719.30 USD ต่อออนซ์ เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,708 – 1,720 USD ต่อออนซ์ โดยราคาปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้ (6 ธ.ค) ก่อนที่ช่วงบ่ายได้ปรับตัวสูงขึ้นมาบริเวณราคาเปิดได้ ระหว่างวันราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจาก S&P ประกาศเตือนว่า ทางบริษัทฯ อาจทำการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งใหญ่ของหลายประเทศในยูโรโซนพร้อมกัน หากว่าผู้นำอียูไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขวิกฤติหนี้ในการประชุมสุดยอดในวันศุกร์นี้ (9 ธ.ค.) ทั้งนี้ S&P ได้ให้แนวโน้มเครดิตเชิงลบแก่อันดับความน่าเชื่อถือของ 15 ประเทศในยูโรโซนจากทั้งหมด 17 ประเทศ รวมถึงอันดับความน่าเชื่อถือของเยอรมนี และ ฝรั่งเศสด้วย โดยระบุว่าภาวะตึงเครียดในระบบกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะสินเชื่อตึงตัวขึ้นในยูโรโซน ซึ่งส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตลาดหุ้น รวมถึงราคาทองคำก็ปรับลดลงในตอนเช้า ซึ่งตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้าปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 1 % อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังจับตาดูผลประชุมสุดยอดผู้นำยูโรโซนในวันศุกร์นี้ หากมีมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปที่ชัดเจน จะส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงทองคำ คาดว่าหากราคาทองคำยืนเหนือ 1,700 – 1,710 ก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อไป สำหรับประเด็นอื่นที่น่าติดตาม ได้แก่

นายกรัฐมนตรีอิตาลีกล่าวว่า อิตาลีเสี่ยงที่จะเผชิญกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจแบบกรีซ ซึ่งอาจคุกคามต่ออนาคตของยูโรโซน ถ้าหากไม่มีมาตรการรัดเข็มขัดที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล โดยเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในยุโรปทำหน้าที่ในส่วนของตนเอง มาตรการดังกล่าวซึ่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีขนานนามว่า "Save Italy" มีเป้าหมายเพื่อระดมทุนมากกว่า 1.0 หมื่นล้านยูโร (1.34 หมื่นล้านดอลลาร์) จากภาษีอสังหาริมทรัพย์, เรียกเก็บภาษีใหม่จากสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ เรือยอชต์ เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดการเด็ดขาดกับการหลบเลี่ยงภาษี และเพิ่มอายุการเกษียณ ซึ่งยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวจะถ่วงเศรษฐกิจที่เปราะบางของอิตาลี โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า อิตาลีอยู่ในภาวะถดถอยแล้ว แต่ถ้าไม่มีการดำเนินการผลที่เกิดขึ้นในภายหลังอาจเลวร้ายกว่านี้มาก

อีซีบี มีการประชุมกำหนดนโยบายครั้งสุดท้ายในปีนี้ (8 ธ.ค.) โดยนักเศรษฐศาสตร์ ในโพลล์รอยเตอร์คาดว่า มีโอกาส 60 % ที่อีซีบีอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ 1.0 % จาก 1.25 % ในครั้งก่อน และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า อีซีบีจะประกาศเปิดประมูลสภาพคล่องระยะยาวรอบใหม่เพื่อช่วยส่งเสริมสภาพคล่องในธนาคารพาณิชย์ โดยการสำรวจคาดว่ามีโอกาส 40 % ที่อีซีบีจะขยายขนาดโครงการซื้อพันธบัตรด้วยการใช้เงินที่พิมพ์ใหม่ภายในเวลา 6 เดือนข้างหน้า ถึงแม้อีซีบีคัดค้านแนวคิดนี้มาโดยตลอดก็ตาม ขณะที่อีซีบีอาจจะยอมรับ ในอนาคตว่า ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดที่อีซีบีเผชิญอยู่ในขณะนี้คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาวะสินเชื่อหดตัว และภาวะเงินฝืด แทนที่จะเป็นภาวะเงินเฟ้อ

ทางการฝรั่งเศสยืนยันจะไม่กำหนดมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ แม้สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) เตือนว่า อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลง 2 ขั้นจากอันดับ AAA จากความวิตกเกี่ยวกับยอดขาดดุลในระดับสูงและความเสี่ยงของธนาคารฝรั่งเศสต่อประเทศที่มีปัญหาในยูโรโซนได้ลากฝรั่งเศสเข้าสู่วิกฤติหนี้ที่ขยายตัวของยูโรโซน แม้มีความพยายามครั้งใหม่ของรัฐบาลที่จะหนุนการเงินสาธารณะ ทั้งนี้รัฐบาลฝรั่งเศสมีความกังวลมานานหลายเดือนจากข่าวที่ว่าอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยอาจส่งผลกระทบต่อฝรั่งเศสซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 3 พันล้านยูโร หากถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 1 ขั้น ซึ่ง S&P ระบุว่า ฝรั่งเศสไม่เหมือนกับประเทศยูโรโซนอื่นๆที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA ซึ่งอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 1 ขั้น แต่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดรุนแรงกว่า แต่ในทางตรงกันข้ามหากความวิตกข้างต้นได้บรรเทาลงหากมีการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม S&P อาจยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวไว้ที่ AAA

กรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของยุโรป กล่าวว่า ยูโรโซนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญมาก ซึ่งจะกำหนดอนาคตของยูโรโซนต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญในสัปดาห์นี้ ขณะที่วันที่ 8-9 ธ.ค.จะเป็นวันประชุมสุดยอดของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งนักลงทุนมองว่าการประชุม ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการยับยั้งการล่มสลายของยูโรโซน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงาน (EIA) ของสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ธ.ค.ในวันพุธเวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
++ ราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,710 1,700 แนวต้านที่ 1,730 1,750 ภาพกราฟราย day มีแรงซื้อที่บริเวณ 1,710 ที่เส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน (MA75) แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวที่บริเวณแนวรับ 1,710 1,700 โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่บริเวณแนวต้าน 1,730 1,750 Trading ในกรอบ 1,700 – 1,750
++ ราคาโลหะเงินมีแนวรับที่ 31.5 31.0 แนวต้านที่ 32.5 33.0 ภาพกราฟราย 240 นาที ราคาเคลื่อนไหวในกรอบ 31.0 – 33.0 แนะนำ Trading ในกรอบ

อบรมทุกวันอังคารและพฤหัส ที่ออฟฟิศอาคารจตุรัสจามจุรี ชั้น 12
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เบอร์โทร 02 618 0808,
http://www.classicgoldfutures.co.th http://www.classicgold.co.th http://www.chaibsengheng.co.th http://www.facebook....lassicGoldGroup http://www.youtube.com/ilovecgf http://www.twitter.com/ilovecgf
http://www.classicgo...es.blogspot.com http://itunes.apple....d464234361?mt=8 https://plus.google....509313835/posts

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น